h

สรชัย กรณ์เกษม |  sorachai kornkasem

Est. 1971ª

 

 

 

ÉNever a Day Without a Line.

>>These second episode I exceprted from a letter I wrote to my teacher in Thailand and discussed about how education I have had influenced me today and my plan for the next 4-5 years.

 

:2009 Letter to my Design teacher

วันปีใหม่ก็ใกล้จะเขามาผมขออนุญาตเขียนจดหมายมากราบอวยพรปีใหม่อาจารย์และมาขอร่วมเสวนาเกี่ยวกับเนื้อหาที่อาจารย์เก็บรวบรวมไว้บนเวป

 

ผมสรชัยกรณ์เกษม เรียนสอถอรุ่น 57 เพื่อนรุ่นเดียวกับผมก็มี เอ๋ภาวิณี หน่อฉมาวงศ์ สันต์ กอล์ฟ ภูมิชาติและโก้ คมกฤช น่ะครับ ผมจำได้ว่าเรียน Introduction to Landscape เมื่อปี 2535 โน้นครับ   อีเมลล์ข้างล่าง เป็นเรื่องราวยาวพอสมควร แต่อาจารย์ไว้อ่านตอนว่างๆนะครับ (ตัวเลขตามตอน ไม่มีความหมายอะไรครับ แค่แบ่งเป็นช่วงๆ)

 

01.

จริงๆไม่ได้มีประวัติอะไรให้เล่ามากมายแต่พอดีผมชอบเรื่องการศึกษาของวิชาชีพพวกเรามาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนที่คณะครับ ถือว่าผมโชคดีมาจากโรงเรียนชานเมืองสว. สมัยนั้น มีโอกาสกับเพื่อนๆอีกสองคน ปิยนุชที่เข้าออกแบบอุตสาหกรรมได้ และโก้ คมกฤช แสงฉวางสอบเข้าเรียนภูมิสถาปัตยกรรมได้ รวมเป็นสามคนสามภาค นับเป็นรุ่นแรกๆบุกเบิก ของโรงเรียนสตรีวิทยาสอง สมัยนั้นที่มีรุ่นพี่อย่างเราเข้าสถาปัตย์จุฬาฯได้

 

ถือว่าพวกเรามีโอกาสที่ดีในชีวิตการศึกษามากครับ แล้วในส่วนตัวผมมีโอกาสได ้เรียนวิชาสตูอิโอกับอาจารย์แม้ว เป็นครูคนแรกๆที่ผมถือว่าโชคดี ที่ทำให้ความรู้สึกว่ามั่นใจในการศึกษามากขึ้น ทั้งๆเรามาจากโรงเรียนที่ห่างไกลออกไป แต่คงสามารถเรียนเท่าเทียมเพื่อนๆจากโรงเรียนในเมืองเก่งๆ จะว่าไปผมคงมีความอ่อนทางการท่องจำ หรือจะว่าขี้เกียจก็ได้ครับโดยเฉพาะมาเล่นทำกิจกรรมทุกๆอย่างเท่าที่คณะจะมีให้

 

02.

ทำไมผมถึงเล่ามา ที่นี้น่ะเหรอครับ เพราะผมรู้สึกถึงบุญคุณการศึกษาที่ได้รับจากคณะ จากวิชาอาจารย์วิมลสิทธิ์ จิตวิทยาสถาปัตยกรรม พฤติกรรมมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ความทะนุถนอมในการศึกษาการอบรมบ่มวิชาจากท่านอาจารย์ต่างๆ อาจารย์วระ สัจจกุล อาจารย์กิติ ที่พร่ำสอนกันถึงมืดค่ำ หรือมาตอนปีโตๆ อาจารย์ปราโมทย์ อาจารย์ฟู และคงมีอาจารย์อีกหลายท่านที่ทำให้ส่วนตัวผมเองมีความรักต่อการศึกษาที่ได้จากที่นี่ แต่ผมไม่ปฏิเสธนะครับ ว่ามีอาจารย์บางคนที่บางครั้งการพูดจาถากถางเหมือนถูกตบหน้า เหมือนกับจะถูกเหยียบให้สิ้นไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมถือเป็นประสบการณ์ที่เราคงเจอในชีวิตจริง

 

เพราะความรักและศรัทธาในการศึกษาและกิจกรรมที่มีให้ในสมัยนั้น ผมเลือกทำวิทยานิพนธ์เป็นการออกแบบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาเชียงใหม่ ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นแค่โครงการก่อตั้งคณะ ในอนาคต การที่ได้กลับมาเรียนรู้และศึกษาวิจัยว่าศาสตร์ทางสถาปัตยกรรมมันต่างอย่างไรกับศาสตร์วิชาอื่น รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่ต่างไป อย่างอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มันเอื้ออะไรได้บ้าง และนับว่าเป็นโชคดีที่มีอาจารย์ปราโมทย์คอยไล่ คอยถามในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา

 

03.

พอเรียนจบผมมีโอกาสมาช่วยที่คณะทำวิจัยและช่วยอาจารย์แม้วสอนน้องๆปีหนึ่งวาดภาพอยู่เทอมเศษๆ (ผมลาออกจากเอ 49 มาช่วยที่คณะทั้งๆที่มทำงานได้ไม่กี่เดือนดี) ก่อนจะมาเตรียมตัวเรียนต่อที่อเมริกา และเผอิญทาง University of Illinois at Urbana-Champaign ให้ทุนพร้อมเงินค่าขนมเรียนจนจบหนึ่งปีการศึกษา แต่โปรแกรมที่เค้าบอกมากับไม่เหมือนกับที่อ่าน ในใบโบรชัวร์ที่ได้จากทางไปรษณีย์ เพราะเค้าดันเอาไปรวบบวกกับปีสองของM.Arch หลักสูตรสองปีและบังคับให้ทำ Thesis บวกกับให้ทำวิชาอื่นๆให้ครบ ไอ้สมัยนั้นผมก็งงครับ ด้วยภาษาที่ไม่ได้ดีเด่นอะไรตอนที่เข้าไปก็ยังถูกบังคับ ให้เรียนควบไปด้วยแต่ต้องมาทำ master thesis และคิดหัวข้อให้ได้ภายในอาทิตย์แรกๆ แต่ด้วยเห็นว่าเราได้ทุนจากเค้าก็เลยกัดฟันลุย จะได้ไม่เสียชื่อเด็กไทย แล้วความสนใจในช่วงนั้นก็เลยเบนมาเป็นการสร้างสถานศึกษาสภาพแวดล้อมให้กับเด็ก early childhood, childcare centerซะเลย เพราะอยากเรียนรู้ว่ามนุษย์เราในเวลานั้นๆ มีการเรียนรู้ได้อย่างไรและสภาพแวดล้อมควรเป็นอย่างไร และก็จบด้วยดีครบถ้วนตามกำหนด ที่จริงผมคงสามารถยืดเรียนต่ออีกได้แต่บังเอิญมาเยี่ยมเพื่อนๆ ที่นิวยอร์ค ท ี่yale ที่ harvard แล้วรู้สึกว่า ผมยังไม่ได้เรียนสิ่งที่ไขว่คว้ามาแต่ไกล แล้วก็มาเป็นอะไรน่าสนใจ ก็เลยมาเรียนต่อด้าน urban design อีกที ที่ columbia ในนิวยอร์ค

 

พอมีความพร้อมมาหนึ่งปีเต็มกับการศึกษาในภาษาต่างประเทศที่ illinois ประกอบกับ มาเรียนโปรแกรมที่ urban design ช่วยบอกให้ผมรู้ว่า architecture เนี่ยมันอยู่ไม่ได้ด้วยตัวมันเอง มันมีปัจจัยอีกมากมาย มีเมือง มีสภาพแวดล้อม และด้วยเทคนิคการเรียนการสอน ที่ออกนอกระบบไปจากที่เคยเจอของโคลัมเบียก็ช่วยเปิดหูเปิดตา ถึงการเรียนการสอนที่น่าสนใจไปอีกแบบหนึ่ง มีการเอาคอมพิวเตอร์(เป็นครั้งแรกที่ผมรู้จักใช้อย่างเป็นจริงๆเป็นจัง) การเอาสื่อต่างๆมาเป็นสิ่งทดสอบทดลองในการเรียนรู้ การศึกษาด้านการออกแบบ ตอนนั้นเหมือนที่เค้าพูดกันว่า เป็นเด็กในร้านขนม มีอะไรก็น่ารู้น่าลอง พอเรียนจบหลัดสูตรสามเทอม ทางurban design ก็ชวนผมช่วยสอนคอมพิวเตอร์ให้เด็กปริญญาโท ช่วยทำงานวิจัยต่ออีกหน่อย แล้วพอดีเป็นปี 1997 ปีที่เศรษฐกิจตกฮวบ อาจารย์ที่เมืองไทยก็บอกว่า หางานทำไปก่อน ทำไปเลยอย่าพึ่งกลับมา จริงๆผมก็อยากได้ทุนมาเรียนต่อนะครับ แต่คงเพราะโอกาสไม่ได้มาทางนี้ ก็เลยจับพลัดจับผลูทำงานเอาประสบการณ์ไปก่อน เริ่มในบริษัทเล็กๆที่เพิ่งเปิด มีกันแค่สามคน แม้จะอยากศึกษาต่อนั้น แต่ก็บอกกับตัวเองว่า ถ้าไปเรียนกันหมดแล้วใครจะมีประสบการณ์ทำงานที่เมืองนอกจริงๆจังๆ แล้วก็ทำอยู่มา 9 ปีไหนๆทำแล้วก้เลยทำได้เรื่องได้ราว แต่ก็มีโอกาสกลับไปมาเมืองไทยตลอด แม้แต่การกลับขอลาไปบวชให้พ่อแม่ได้ชื่นใจ 

 

04.

แต่มาลาออก ปลายปี 2549 เพราะมีปัญหากับเจ้าของบริษิทเล็กน้อย พอมีเรื่องเงินเรื่องทองคนเราเปลี่ยนไปกระมังครับ และก็มาทำงานกับเพื่อนที่เคยมาทำอยู่ที่เดียวกัน ในระหว่างทำงานก็มีโอกาสไปเป็น แขกรับเชิญ guest critic บ้าง 

 

แต่เมื่อปีสองปีที่ผ่านมาผมกลับมาถามตัวเองว่าได้เวลาหรือยัง แล้วเผอิญมีความสนใจกับด้านสภาพแวดล้อมมากขึ้นอย่างมากเริ่มสงสัยว่าถ้าอาคารบ้านเรือนมันส่งผลกระทบต่อ ภาวะโลกร้อนอย่างนี้ อะไรคือปัญหากันแน่ แล้วการเรียนที่เอา sustainability เข้าไปผูก มันจะพอหรือ ถ้าจะมีการปรับปรุงแก้ไข ทำไมไม่รื้อตั้งแต่พื้นฐานปีหนึ่งปีสอง  และเมื่่อปีทีแล้วผมก็กลับไปช่วยสอนวิชาสตูดิโอปีสี่ ที่ธรรมศาสตร์ สอนปีสองวิชาคอนฯที่จุฬาฯ และก็เป็นแขกรับเชิญวิชา professional practices ต่างๆ รวมไปถึงไปเข้าร่วมสัมมนานั้นนี้ เหมือนกับให้หายอยากในสิ่งที่อดรอมาสิบปีเศษๆ และมีโอกาสได้ช่วยสมาคมฯเป็นกรรมการทางการศึกษา และเรียนรู้มากขึ้น ได้เขียนบทความมากขึ้น (แอบเขียนในนามสมาคมฯให้เดลินิวส์ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา) เขียนก็ไม่ได้เก่งอะไรนะครับ แต่ก็ทำให้ค้นคว้า เรียนรู้อ่านสิ่งที่ไม่รู้ไปเรื่อยๆ

 

รวมไปถึงแอบเก็บข้อมูลทำเวบเผยแพร่ความรู้เล็กๆด้านการออกแบบและอะไรต่างๆ เป็นบทความสั้นๆจากสิ่งที่เห็น ที่ได้จากประสบการณ์ จากบทความแปล ฯลฯ รุ่นน้องผมบอกว่า พี่สอต้องไปดูของพ่อหนู ก็เลยเริ่มจะเข้ามาดูที่อาจารย์ ทำไว้ครับ ผมนั่งอ่านแล้วน้ำตาไหลอยู่หลายๆเรื่อง ชอบฐาน 6 แหง่การเป็นคนดี ที่อาจารย์เอามาลงให้อ่าน แล้ว ยังไม่ได้อ่านหมดทุกเรื่อง แต่กะว่าจะมาขอเอาไปเผยแพร่ต่อเช่นกันครับ แล้วผมก็ชอบอ่านเรื่องการก่อตั้งการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ วิชาชีพ  

 

05.

พอมาถึงตอนนี้ ผมก็เลยกะว่ามาเล่าชีวิตเล็กของลูกศิษย์คนหนึ่งให้อาจารย์ฟัง คงเพราะประจวบเหมาะอีกหลายอย่างในประสบการณ์เล็กๆนี้ อย่างงานที่ตอนหลังๆ ที่ทำงานที่นิวยอร์คมีลูกค้าเป็น non-profit ชื่อว่า Teach For America เค้าทำหน้าที่ลดช่องว่างการศึกษาให้เด็กในประเทศเค้า ด้วย mission ที่ว่า "one day all children in this nation will have the opportunity to attain an excellent education" แล้วเค้าก็เริ่มทำเป็น Teach For All (all nations) โดยรับสมัครเด็กที่เรียนจบปริญญาตรีเป็นต้นไปที่เก่งๆ ไปสอนตามโรงเรียน inner city หรือห่างไกลสองปี คล้ายๆ พวก peace corp เทือกนั้นครับ โดยผมหวังว่าวันหนึ่งผมอยากมีโอกาสเป็นส่วนร่วมเหล่านี้ที่ประเทศเราเช่นกัน แต่อาจจะเริ่มด้วยสิ่งที่ตัวเองถนัดก่อน

 

แต่ผมรู้ว่าด้วยประสบการณ์อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ด้วยแรงบันดาลใจต่างๆเหล่านี้ กับเรื่องที่ยังอยากศึกษาอยู่ด้านการศึกษา และความคิดความอ่านของมนุษย์เรา ผมก็เลยตัดสินใจ เริ่มเตรียมตัวสมัครเข้าเรียนต่ออีกครั้งเมื่อตอนอายุ 38 ปี และคงจะมุุ่งไปที่การเรียนการสอนการออกแบบของพวกเราที่ประเทศไทย ด้วยวิธีหรือสื่อที่มีในปัจจุบันที่จะมาช่วยกระตุ้น หรือเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน (โดยจะผ่านการศึกษาด้วย cognitive sciences) อีกคงรวมไปถึงศึกษาเรื่องหลักสูตร การเรียนการสอนที่มีการพัฒนามา เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ที่แท้จริงสำหรับประเทศไทยเรา และหวังว่าจะเอาทุนจากมหาวิทยาลัย ที่สมัครนี่แหละครับ ถ้าเข้าได้ เพราะสุดท้ายผมอยากเป็นนักวิจัย เป็นอาจารย์ สอนหนังสือ ให้กับประเทศไทยเรา 

 

รุ่นน้องบอกว่า อย่างนี้ต้องมาคุยกับพ่อหนู ซึ่งผมสนใจที่จะค้นคว้าและเอาแน่ครับ เพียงแต่ช่วงนี้ยังไปได้กลับไปที่เมืองไทยคงไปช่วงเมษาพฤษภา ก็เลยทำงานวิจัยด้วยตัวเองลูกทุ่งๆ เท่าที่จะทำได้กับเขียน proposal ส่งสมัครเรียนไปด้วยครับ เลยขออนุญาตเขียนอีเมลล์ส่งไปมากับอาจารย์พลางๆก่อน แล้วพอช่วงที่กลับไปเมืองไทย คออนุญาตไปกราบเยี่ยมด้วยตนเองอีกครั้ง

 

06.

สุดท้ายคงไม่มีอะไรมากครับ แค่เขียนมาแนะนำตัวเอง อยากพูดคุยแลกเปลี่ยนและเรียนรู้จากอาจารย์ เพราะเนื่องจากไม่ได้อยู่ ที่บ้านเมืองไทย (แม้ว่าใจเป็นไทยแน่ๆร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ)

 

หวังว่าอาจารย์ไม่รังเกียจรับลูกศิษย์แก่ๆคนนี้ไว้อีกคนนะครับ กราบอวยพรให้อาจารย์มีความสุขและสุขภาพแข็งแรงนะครับ

 

ด้วยความเคารพและรักอย่างสูงครับ

สรชัย กรณ์เกษม

 

ปล.ผมคงมีการพิมพ์ผิดพิมพ์ถูก ขอประทานโทษด้วยนะครับ

                                                                                                                  

 

 

"When I am working on a problem I never think about beauty.

I only think about how to solve the problem.

But when I have finished,

if the solution is not beautiful, I know it is wrong."

-   Buckminster Fuller

 

 

public >> ออกแบบ: DESIGN,A  | projects >> PLAN (6M) Ms (10M); B.Arch  T  8x10 | publications >> Articles 1 Books Resume CV | personal >> View (PDF); FAQs

 

Best View is on Safari. Back to Main

 [ Reserved ]